พฤติกรรมลงทุนคอนโดฯที่ทำแล้วมีแต่เจ๊ง

แม้ว่ากระแสการลงทุนหรือเก็งกำไรคอนโดฯช่วงนี้เหมือนจะเงียบๆแต่ก็ไม่ซะทีเดียว ยังมีคอนโดฯบางโครงการที่ฮอตแบบเปิดขายวันเดียว Sold out ก็มีอยู่เรื่อย ซึ่งก็คือการเก็งกำไรคอนโดฯ ที่แบ่งได้หลายชนิด ทั้งการซื้อขายใบจอง การซื้อ-ขายดาวน์แบบบวกกำไร,เท่าทุน แต่การขายขาดทุนดันมีเยอะกว่า แล้วมีสิ่งใดที่ควรทำและสิ่งใดไม่ควรทำสำหรับมือใหม่กันล่ะ ลองดูฉบับย่อที่เราสรุปมาให้กันก่อน

jumbo jili

  1. วันพรีเซลล์โครงการวันแรก มีคนมาต่อคิวเยอะมากหรือมาก่อนวันเปิดก็มี เห็นแล้วตาลุกวาว เพราะมีคนสนใจเยอะเลยจองมั่ง แต่ยังไม่ได้หาข้อมูลหรือทำการบ้านมาก่อน แล้วที่ไหนได้..ที่เห็นกันเยอะๆเก็งกำไรกันทั้งนั้น เช็คจากเว็บไซต์หรือ เพจ,กลุ่มซื้อ-ขายออนไลน์ แห่กันขายเท่าทุน ขายขาดทุนกันเยอะแยะ
  2. ตามกระแส Social ทั้งคนดัง หรือบล็อคเกอร์ ที่บอกว่าดีแบบนั้นแบบนี้ แล้วคล้อยตามแบบไม่หาข้อมูลเองเพิ่มเลย เคสแบบนี้บางทีคนดังอาจถูกจ้างมาโปรโมทก็ได้นะ
  3. ไม่ศึกษาเรื่องเครดิต ว่าตนเองมีความสามารถกู้ได้เท่าไหร่ พอถึงเวลากู้แล้วดันกู้ไม่ผ่านเพราะเลือกโครงการแพงเกินความสามารถในการผ่อน หรือมีหนี้สินมากเกินไป ก็ทำให้โดนยึดเงินดาวน์ได้
  4. ไม่ศึกษาเรื่องทำเลให้ดี หลายคนเห็นว่าใกล้รถไฟฟ้าก็คิดว่าดีแล้ว ซึ่งบางที่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆเลย เช่น ร้านอาหาร หรือร้านค้า แถมอยู่ใกล้แหล่งงานที่ส่งเสียงและกลิ่นตามมา แบบนี้ใครจะอยากอยู่กันล่ะ
  5. โครงการเป็นของบริษัทอะไรไม่รู้จัก ไม่มีประวัติการทำคอนโดฯมาก่อน แบบนี้ถือว่าวัดดวงเลยแหละ

สล็อต

ขออธิบายในส่วนนี้เพิ่ม บริษัท ผู้ประกอบการทุกวันนี้มีเป็นร้อยตั้งแต่บริษัทขนาดใหญ่ทำโครงการปีละ เป็นสิบโครงการ บริษัทขนาดกลางๆ ไปจนถึงบริษัทเล็กๆ ลงทุนทีละโครงการ ซึ่งการเลือกซื้อนั้นแม้ว่า “ชื่อเสียง” จะ ไม่ได้การันตีผลงานได้ทั้งหมด แต่การซื้อคอนโด ของ บริษัทใหญ่อาจมีข้อได้เปรียบมากกว่า เช่น เมื่อต้องการขายต่อ แบรนด์ที่ติดตลาดอาจได้ราคาดีกว่า บริษัทใหญ่ยังต้องดำเนินธุรกิจต่อไปในระยะยาวจึงจำเป็นต้องรักษาชื่อเสียง ไม่กระทำการที่เสี่ยงต่อการทำลายชื่อเสียงของตัวเอง ทั้งนี้นอกจากชื่อเสียงแล้ว ทุนจดทะเบียนบริษัทนโยบายหรือปรัชญาในการทำธุรกิจ หรือโครงการที่ผ่านๆมา อาจเป็นเงื่อนไขการพิจารณาได้ดีเช่นกัน

ประโยชน์ของการรู้ทันราคาประเมิน

บางทำเลจะนำไปใช้ในการซื้อขายได้เลย
ใช้คำนวณค่าใช้จ่าย ภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ก่อนวันโอน
นักลงทุนสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายล่วงหน้าได้อย่างถูกต้อง
นักลงทุนสามารถใช้เป็นข้อมูลในการเจรจาต่อรองการลงทุน
ราคาประเมิน ที่เราเคยได้ยินกันบ่อยๆ ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ราคาประเมินที่ดิน และราคาประเมินอาคารชุด

1.ราคาประเมินที่ดิน คือ

การตีราคาหรือกำหนดมูลค่าของราคาที่ดินแต่ละแปลงนั่นเอง โดยปกติแล้วราคาประเมินที่ดินจะมีราคาเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ตามศักยภาพของทำเลที่ตั้งและความเจริญของทำเล เช่น ถนนตัดใหม่ ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด่วน ห้างสรรพสินค้า แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ

2.ราคาประเมินอาคารชุด คือ

การตีราคาหรือกำหนดมูลค่าของราคาอาคารชุด ซึ่งทั้งสองประเภทจะมีกรมธนารักษ์เป็นผู้ดูแลกำหนดราคากลางบอกเอาไว้ ซึ่งมูลค่าก็จะเป็นไปตามศักยภาพที่ดินแต่ละแปลงและคุณสมบัติของอาคารชุดหรือคอนโดแต่ละโครงการ

สล็อตออนไลน์

ประโยชน์หลักๆ ของราคาประเมินที่ดินและราคาประเมินอาคารชุดก็เพื่อนำมาใช้คำนวณค่าธรรมเนียมภาษีเงินได้ ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ ในการทำนิติกรรมอสังหาริมทรัพย์ ทั้งการโอนกรรมสิทธิ์และการจำนอง การซื้อ-ขายที่เกิดขึ้น และจะใช้คำนวณค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ ณ กรมที่ดินโดยส่วนใหญ่จะคิดค่าใช้จ่าย 1-2% ของราคาประเมิน รวมทั้งกรณีที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีความ ศาลก็จะใช้ราคาประเมินนี้ในการคิดค่าความเสียหายหรือในกรณีนำสินทรัพย์ไปค้ำประกัน ลงทุน ธุรกรรมต่างๆ

สำหรับนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์แล้ว ข้อมูลราคาประเมินเหล่านี้ สามารถนำมาประกอบการตัดสินใจลงทุน หรือรวมถึงการประเมินศักยภาพของแต่ละทำเลที่จะเลือกลงทุนได้ด้วย โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ศักยภาพของทำเล และศักยภาพของโครงการในอนาคตเพื่อประกอบการตัดสินใจ

jumboslot

การปรับเพิ่มของราคาประเมินที่ดินในแต่ละโซนเป็นตัวกำหนดราคาซื้อขายของที่ดินเพื่อนำมาพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ซึ่งราคาต้นทุนแต่ละแปลงถือว่าเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดราคา อสังหาฯ ที่กำลังจะพัฒนาเพื่อขายในอนาคตอีกด้วย ราคาอสังหาฯ จะถูกหรือแพงก็มาจากต้นทุนที่ดินเป็นปัจจัยหลัก

slot

ฉะนั้นแล้วหากสามารถวิเคราะห์ แนวโน้มของราคาประเมินที่ดินและประเมินอาคารชุดได้ ซึ่งจะมีข้อได้เปรียบในการลงทุนมากขึ้น โดยราคาประเมินที่ดินที่มีการประเมินจากกรมธนารักษ์กับราคาซื้อขายในตลาดปัจจุบันแตกต่างกัน นั้นหมายความว่าราคาประเมินที่ดินไม่ได้เป็นตัวกำหนดราคาซื้อขายในตลาดไปซะทีเดียว ซึ่งขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของ ผู้ซื้อและผู้ขายจะตกลงกัน