บิ๊กอสังหาริมทรัพย์เมืองไทย

กลุ่มที่ร่ำรวยหรือมีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากกิจการอื่นๆ อย่างได้ชัด แล้วขยายเข้ามาในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คือ กลุ่มซีพี แม้ว่าพวกเขาจะมีบริษัทในเครือที่ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยู่แล้ว และโครงการที่พวกเขาพัฒนาก็มีทั้งโครงการที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน โรงแรม รวมไปถึงการร่วมลงทุนในโครงการ ไอคอนสยาม แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีความพยายามจะขยายการลงทุนในด้านนี้มากขึ้น เพียงแต่ความเชี่ยวชาญหรือความสนใจอาจจะไม่ได้ลงมาที่ด้านนี้แบบเต็มที่

jumbo jili

กลุ่มซีพีจึงอาจจะไม่ได้ขยับอะไรมากนัก แม้ว่าจะมีคนในตระกูลออกมาตั้งบริษัทอย่าง บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัดหรือ MQDC แต่พวกเขาบอกว่า MQDC ไม่ใช่บริษัทลูกของซีพี

แต่พวกเขามีการเข้าซื้อกิจการแม็คโครในประเทศไทย และเข้าซื้อกิจการเทสโก้ โลตัสในประเทศไทย รวมไปถึงการได้สิทธิ์การพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูงและพื้นที่สถานีมักกะสัน ซึ่งมูลค่ารวมหลักแสนล้าน ต้องรอดูว่าการลงทุนในครั้งนี้ของพวกเขาจะพลิกโฉมหรือเปลี่ยนแปลงพื้นที่ได้มากขนาดไหน

บริษัทในเครือ TCC

เมื่อพูดถึงกลุ่มซีพีก็ต้องไม่ลืมกลุ่มทีซีซีที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน กลุ่มทีซีซีเป็นอีกบริษัทที่เห็นได้ชัดว่าขยายธุรกิจออกมาจากธุรกิจดั้งเดิมของตนเองแบบก้าวกระโดด แม้ว่าพวกเขาจะเข้าสู่วงการอสังหาริมทรัพย์มาเนิ่นนานแล้วแต่เริ่มเห็นการลงทุนแบบชัดเจนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ถ้าไม่นับการซื้ออาคารสำนักงาน โรงแรม ที่ดิน และโครงการพื้นที่ค้าปลีกในช่วงก่อนหน้านี้

สล็อต

ช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมาจะเห็นได้ชัดว่ากลุ่มนี้มีการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ๆ ต่อเนื่อง และส่วนใหญ่เป็นโครงการมิกซ์-ยูสขนาดใหญ่ที่มีผลต่อที่ดินโดยรอบและใช้เงินลงทุนสูง เช่น สามย่านมิตรทาวน์ เดอะปาร์ค ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์และโครงการขนาดใหญ่มูลลค่าเป็นแสนล้านอย่าง วันแบงค็อก

แม้ว่าแต่ละโครงการจะใช้ชื่อบริษัทต่างกันในการพัฒนาโครงการ แต่ทั้งหมดอยู่ภายใต้กลุ่มทีซีซี นอกจากนี้กลุ่มทีซีซียังมีการลงทุนในต่างประเทศภายใต้กลุ่มเฟรเซอร์ และบีเจซี อีกหลายรูปแบบโครงการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และมีแนวโน้มจะเข้าซื้อเทสโก้ โลตัสในประเทศไทยและมาเลเซียด้วย อีกทั้งพวกเขายังเดินหน้าซื้อที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ไปเรื่อยๆ แบบคนมีเงินสดเข้าระบบทุกวัน

อีกกลุ่มที่เริ่มขยับทำธุรกิจรูปแบบอื่นๆ มากขึ้นคือ กลุ่มเซ็นทรัล เพราะมีการลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมากขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้เน้นไปทางโครงการพื้นที่ค้าปลีก โรงแรม และอาคารสำนักงานบ้าง โดยการขยายธุรกิจมายังโครงการที่อยู่อาศัยก็เพื่อเพิ่มรายได้จากการขายที่อยู่อาศัย ซึ่งเร็วกว่าการหารายได้จากการปล่อยเช่าพื้นที่ และรายได้จากโรงแรม

สล็อตออนไลน์

นอกจากนี้กลุ่มเซ็นทรัลเองก็มีการขยายการลงทุนออกไปนอกประเทศอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เพราะไม่อยากพึ่งพารายได้จากในประเทศเพียงอย่างเดียว โดยส่วนใหญ่เป็นการเข้าซื้อกิจการค้าปลีกในต่างประเทศ

นอกจากนี้กลุ่มเซ็นทรัลยังเป็นอีกกลุ่มที่แสดงความสนใจในการซื้อกิจการเทสโก้โลตัส และเป็นอีกกลุ่มที่ขยับเข้ามาลงทุนในโครงการมิกซ์-ยูสขนาดใหญ่ทั้งตรงศาลาแดง สถานทูตอังกฤษเก่า รวมไปถึงที่ดินตรงแยกพระราม 9 และพหลโยธินที่ได้จากเข้าซื้อกิจการจีแลนด์เป็นอีกกลุ่มที่ต้องดูในระยะยาวว่าจะมีการขยายออกไปอย่างไรในอนาคต

นอกจากกลุ่มเจ้าสัวข้างต้นทั้ง 4 ตระกูลแล้วยังมีกลุ่มธุรกิจหรือบริษัทที่มีรายได้จากธุรกิจรูปแบบหนึ่ง แต่ขยายธุรกิจของตนเองมาในตลาดอสังหาริมทรัพย์ด้วย เพียงแต่ไม่ได้ชัดเจนหรือว่าใหญ่โตอะไรมากมาย อาจจะมีแค่อาคารสำนักงาน 1 – 2 อาคารหรือโรงแรม 1 – 2 แห่งเท่านั้น เช่น กลุ่มไทยประกันชีวิต กรุงเทพประกันภัย และกลุ่มเอไอเอที่มีอาคารสำนักงานมากขึ้นเช่นกัน

jumboslot

กลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่พัฒนาอาคารสำนักงานเป็นของตนเองมากขึ้นทั้งกลุ่มชิโนไทย แสงฟ้า และไทยโอบายาชิ ธนาคารที่มีอาคารสำนักงานเป็นของตนเองอยู่แล้ว แต่อาจจะมีเพียงธนาคารกรุงเทพที่มีบริษัทในเครือพัฒนาโครงการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบจริงจังในชื่อ บริษัท ซิตี้ เรียลตี้ จำกัด กลุ่มโตโยต้า ทีบีเอ็นที่พัฒนาคอมมูนิตี้มอลล์ กลุ่มเอ็มเคสุกี้ที่มีคอมมูนิตี้มอลล์เช่นกัน ยังไม่รวมกลุ่มพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย โรงแรม ค้าปลีกที่ขยายออกไปสู่ด้านอื่นๆ

slot

การลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์จากกลุ่มที่มีรายได้จากธุรกิจอื่นๆ ทั้ง 3 – 4 กลุ่มใหญ่ และกลุ่มเล็กๆ อื่นๆ ที่กล่าวมาอาจจะเริ่มเห็นว่ามากมายเกินไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันหรือกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตในช่วงเวลาที่ห่างกันไม่มาก ซึ่งอาจจะสร้างผลกระทบหรือว่าความหวั่นใจให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์มากพอสมควร โดยเฉพาะอาคารสำนักงานที่กำลังจะมีพื้นที่อาคารสำนักงานที่พัฒนาโดยทุกกลุ่มข้างต้นเข้าสู่ตลาดในช่วง 4 – 6 ปีจากนี้อีกหลายนับล้านตารางเมตร

ซึ่งถ้าเศรษฐกิจยังคงเป็นแบบนี้หรือมีการขยายตัวไม่มากแบบปัจจุบันก็คงสร้างปัญหาให้กับพวกเขาแน่นอน แม้ว่าพวกเขาจะมีรายได้จากช่องทางอื่นก็ตาม แต่ต้องไม่ลืมพิจารณาถึงอุปทานในตลาดและอุปสงค์ในอนาคตด้วยว่าต้องสอดคล้องกัน ซึ่งถ้าพิจารณาจากปัจจัยปัจจุบันก็น่าเป็นห่วงไม่ใช่น้อย